มีหู
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ตั้งสติไว้ เสียงมากระทบหูนี้เอง เสียงนี้เกิดจากการเปล่งออกมาจากหลอดลมของผู้ที่แสดงธรรม
ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจของเรา ถ้าฟังธรรมเพื่อหัวใจของเรานะ ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมชาติ ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติแล้วถ้าเป็นธรรม เห็นไหม เสียงลมพัดใบไม้ไหวมันเป็นธรรม เสียงนกเสียงกา มันสงัด มันวิเวก มันมีความสุข ความสุขเกิดจากความสงบสงัดไง
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีไง
จิตของครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติแล้ว มันมีความสุข ความสงบ ความระงับของมันนะ
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไง “อานนท์ เราเอาแต่ของเราไปเท่านั้น เราไม่ได้เอาของใครไปทั้งสิ้น”
สอุปาทิเสสนิพพาน เศษ เศษทิ้ง ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ของประจำโลก
แต่หัวใจของเราไง หัวใจที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะทุกข์เจียนตาย เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระ เป็นนักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน แต่ไพล่ไปให้กิเลสมันพลิกมันแพลง มันปลิ้นมันปล้อน ล้มลุกคลุกคลาน
เวลาคนที่เขาประพฤติปฏิบัติหลุด ขาดสติ คนบ้าๆ เราเห็นหมด เห็นไหม โอ้โฮ! เวิ้งว้าง บ้าบอคอแตก เราเห็นหมดล่ะ แต่นี่เวลากิเลสมันจูงไปไม่รู้ ไม่รู้ไม่เห็นมัน เห็นไหม
นี่ไง สิ่งที่เป็นธรรมๆ ไง ถ้ามันเปล่งออกมาจากหลอดลมผู้แสดงธรรมนั่นแหละ แต่หัวใจล่ะ สัจธรรมอันนั้นอยู่ที่ไหน
ฟังธรรมๆ ไง ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงนะ อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้นน่ะ มันเข้ากันได้หมดล่ะ เข้าได้ทุกเม็ดหินเม็ดทราย นิพพาน สัจธรรมอันนั้น ไม่มีขัด ไม่มีการแย้ง ไม่มีแย้งอะไรใดๆ ในโลกนี้ทั้งสิ้น แต่เวลาแสดงธรรมมันต้องยืนยันข้อเท็จจริงไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเทศนาว่าการนั่นน่ะ ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง ผ่าหัวกิเลสเลยล่ะ
เทวทัตมาของปกครองสงฆ์
เทวทัต แม้แต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ อัครเบื้องซ้ายและเบื้องขวายังไม่ให้เลย
แล้วกิเลสเต็มตัวอย่างนั้นน่ะจะมาขอปกครองสงฆ์ ปกครองอะไร
ปกครองโดยกิเลสไง ปกครองโดยพวกเขาพวกเราไง
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันไม่มีพวก ไม่ลำเอียงเพราะรัก ไม่ลำเอียงเพราะชัง ไม่ลำเอียงพวกเขา
เพราะลำเอียงก็คือกิเลสไง เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันก็กิเลสไง มันไปเข้ากับใครล่ะ มันไม่เข้ากับใครทั้งสิ้น มันเข้ากับอริยสัจ มันเข้ากับสัจจะ เข้ากับความจริง ถ้าเป็นความจริงๆ ไม่มีขัดไม่มีแย้งใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมันเป็นความจริง
ความจริงไม่มีอะไรมาจับผิดได้ ไม่มีอะไรมาขัดมาแย้งสิ่งใดๆ ได้ แต่ถ้าเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันกองอยู่เต็มหัวนั่นน่ะ แต่มันไม่เห็น แต่โลกเขาเห็นไง
นี่ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนา เราบวชเป็นพระๆ ไง ถ้าพูดถึงคนมีอำนาจวาสนา เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานะ เขานับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาทำให้ร่มเย็นเป็นสุขไง พระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เวลาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มันอยู่ข้างนอก มันอยู่ข้างนอกขึ้นมา เราศึกษาเล่าเรียนแล้วเป็นประเพณีวัฒนธรรมไง เราเป็นคนดีๆ เห็นไหม
ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้ที่มีศีลมีธรรม ธรรมะคุ้มครองไง มีศีล ๕ มีความคุ้มครองในหัวใจดวงนั้น ในชีวิตนั้น ถ้ามีศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ นะ ศีลนั้นคุ้มครองดูแล ศีล สมาธิ ปัญญา สิ่งที่เป็นธรรม เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา
เวลาเขาเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานะ เขามีพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่อาศัย แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา พุทธ ธรรม สงฆ์ รวมเป็นหนึ่งเดียวในหัวใจ
เพราะอะไร
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ข้างนอก ถ้ามันเป็นความจริง พุทธะอยู่ในหัวใจเรานี่ แล้วถ้ามันรู้จริงเห็นจริง มันอยู่ในหัวใจดวงนี้ มันไม่อยู่ข้างนอก
อยู่ข้างนอก เวลาอ้าง อ้างข้างนอกนั่นน่ะ เพราะอะไร เพราะข้างในมันไม่มี เพราะอะไร ความรู้สึกนึกคิดมันอยู่ข้างนอกไหม ความคิด ความคิดกับเราเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา มันเป็นความคิดหรือมันเป็นความจริง ถ้ามันเป็นความจริงๆ มันเป็นอย่างไร ถ้าเป็นความจริงไง
เวลาคน เวลาโลกมันพัฒนาขึ้นมา เมื่อก่อนยุคน้ำแข็ง ยุคหิน พอเริ่มมีไฟ มีไฟ มีการหุงหาอาหาร นี่ไง ทำให้สุขภาพของมนุษย์ดีขึ้น ทำให้อาหารมันดำรงให้มนุษย์แข็งแรงขึ้น นี่ไง เพราะอะไร เพราะมันมีหูกระทะ มันมีหม้อมีไห มันมีหู ภาชนะนะ มันมีหูของมัน เขายังใช้จับทำอาหาร เขาใช้หิ้วใช้แขวนต่างๆ เพราะมันมีหู
เกิดมาเป็นมนุษย์ไง มันมีหู หูมันฟังธรรมๆๆ ฟังธรรมเพื่ออะไร ฟังธรรมมันเข้าสู่หัวใจของเราหรือเปล่า ถ้าฟังธรรมมันเข้าสู่หัวใจของตน มันสะเทือนกิเลสไง มันสะอิดสะเอียน มันยอกมันย้อนน่ะ เฮ้ย! นี่มันกิเลสเราทั้งนั้นเลยเหรอเนี่ย เฮ้ย! เราไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยหรือ เพราะอะไร เพราะมันหูบอด หูหนวก
ไปหาหมอ นี่ไง หมอโสตประสาท เขาจะตรวจเขาจะเช็กของเขา นี่พูดถึงว่าเวลาเป็นโสตเป็นประสาทนะ
แต่มีหู ฟังธรรมๆ มันเข้าไม่ถึงหัวใจไง ฟังจนชินหู แต่หัวใจมันด้าน กิเลสมันหน้าด้าน มันทำให้หัวใจมันด้าน นี่เสียงผ่านๆ มาไง
เวลาครูบาอาจารย์ท่านเป็นธรรมๆ เสียงนกเสียงกา มันวิเวก ลมพัดใบไม้ไหว ใบไม้ตกก็เป็นธรรม มันมีความสุขความสงบ นั่นมันเป็นข้อเท็จจริงในวัฏฏะนี้ มันมีอะไรมากไปกว่านี้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือมนุษย์สร้างทั้งนั้นน่ะ สิ่งที่ลมพัดใบไม้ไหวนี่ธรรมชาติสร้างนะ อุณหภูมิความร้อน เวลาความร้อนมันยกตัวขึ้น ลมมันพัดไง เวลาเกิดความร้อนมา ความร้อนในมหาสมุทร เกิดพายุไง เกิดใต้ฝุ่น มันพัด โอ้โฮ! ดูคลื่นลมสิ มันรุนแรงขนาดไหน เกิดจากอะไร ธรรมชาติสร้าง เกิดจากธรรมชาติ
แล้วสิ่งที่เรารู้เราเห็น รูป รส กลิ่น เสียง มนุษย์สร้างทั้งนั้นน่ะ ไปตื่นเต้นอะไรวะ ไปตื่นเต้นอะไรกับเขา
นี่ไง เวลาสติปัญญามันไม่มีสติปัญญา มันไม่เท่าทัน รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร
แค่รูป รส กลิ่น เสียงนะ เป็นบ่วงแห่งมารน่ะ มันหลอกมันล่อ มันออเซาะฉอเลาะไง
เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร พวงดอกไม้ ชื่นชมบูชา ท่านเป็นสมณะที่ดีงาม
เฮ้ย! เอ็งต้องให้คนอื่นเขาบอกหรือวะ เอ็งไม่รู้ตัวเองเลยหรือ เอ็งไม่รู้จักตัวเองเลยหรือ
เวลาจิตเราฟุ้งเราซ่าน เราทุกข์เกือบตาย เวลามันสงบสุขขึ้นมา เรารู้ของเราเอง
หน้าชื่น อกตรมไง หน้าชื่นบาน ในสังคมนะ ในสโมสรสันนิบาตทุกดวงใจว้าเหว่ ในงานเลี้ยงสโมสรสันนิบาตรื่นเริงนั้นน่ะ ในดวงใจทุกดวงใจว้าเหว่ ไม่มีที่พึ่งที่อาศัยทั้งสิ้น นี่ในสโมสรสันนิบาตนะ เขาอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง อยู่ในการสรรเสริญเยินยอกันนั่นน่ะ ไชโยๆ น่ะ ทุกดวงใจว้าเหว่ พอออกจากงานกลับบ้านคอตกแล้ว มันจะมีความสุขอะไรขึ้นมา
นี่จะต้องให้คนอื่นเชิดชูบูชาใช่ไหม
ถ้าเป็นจริงเป็นจังของเรา ถ้าหูมันไม่บอด มีหู มันฟัง มันฟังแล้วมันสะเทือนกิเลสของเราไง นี่ไง เสียง เสียงกระทบโสตประสาท วิญญาณรับรู้ๆ ชื่นชมบูชาไง รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เวลาเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง
นี่ไง สิ่งที่เป็นภาชนะมันมีหูนะ เขายังไว้แขวน ไว้หิ้ว เอาไว้เป็นประโยชน์กับเขา แค่มีหูที่เป็นวัตถุ มันยังเป็นประโยชน์กับการดำรงชีวิตเลย แล้วนี่เราเกิดมา เรามีหู มีหู มีร่างกายนะ มีหูนี่ธาตุ ๔ นะ แล้วจิตล่ะ
จิตนะ เวลาผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติหูแว่ว ไม่ต้องทำอะไรเลยนะ เวลาหูแว่วมันยังทุกข์ยากเลย หูแว่วๆ หูแว่วมันอะไรน่ะ
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มีสติสัมปชัญญะ นั่นมันคืออะไร สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมาทั้งนั้น การประพฤติปฏิบัติยากอยู่สองคราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้น กับคราวหนึ่งคราวถึงที่สุดแห่งทุกข์
คราวเริ่มต้นๆ ขึ้นมา เราทำความสงบของใจเข้ามา เราทำให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ไม่ใช่กิเลสมันปั้นมันแต่งขึ้นมา เวลากิเลสมันแต่งมันปั้นขึ้นมาเพราะอะไร
คนมีวาสนาแค่นี้จริงๆ หรือ
คนมีวาสนานะ เราเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน นี่ไง ในเวลาโลกเจริญขึ้นมา การศึกษาเจริญขึ้นมา นี่ไง มนุษย์เท่ากัน มนุษย์เหมือนกัน การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ มนุษย์เหมือนกัน แต่สมัยโบราณ โอรสสวรรค์ โอรสสวรรค์เชียวนะ
สวรรค์ให้มันเกิดเหรอ ก็เกิดจากพ่อจากแม่ทั้งนั้นน่ะ โอรสสวรรค์เชียวนะ เขามีบุญกุศลไง โอรสสวรรค์ เป็นบุตรของเทพเจ้า แล้วก็เคารพบูชากันไง แล้วเคารพกันด้วยกฎด้วยกติกา แต่เวลามีการศึกษา โลกเจริญขึ้นมานะ มนุษย์เท่ากัน มนุษย์เหมือนกัน
เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมายากจนเข็ญใจ ทุคตะเข็ญใจ สูงส่งต่ำต้อยขนาดไหน เวลาประพฤติปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา
มีอำนาจวาสนาขนาดไหน สูงส่ง สังคมยกย่อง ทำสมาธิไม่เป็น
เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระทำอะไร ทำอะไรก็ทำไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะอะไร ทำไม่ได้เพราะกิเลสมันดีดมันดิ้นไง เวลากิเลสมันดีดมันดิ้น เวลาจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง ถ้าจิตมันสงบก็จินตนาการไง เวลาหูแว่วมันกระซิบนะ กระซิบ บรรลุธรรมๆ หูแว่ว
ถ้าเป็นสุภาพบุรุษ เป็นมนุษย์เท่ากัน มนุษย์เท่ากันแล้วสังคมมันเจริญงอกงามขึ้นมา เวลาทางการแพทย์เจริญขึ้นมา แต่ก่อน นี่ไง มันเป็นสมุนไพรทั้งนั้นน่ะ
ศาสนาแรกของโลกคือศาสนาถือผี ถือผีถือสางก็อยากอ้อนวอนขอไง เกิดโรคระบาดทีก็อพยพหลบหนีกันไปไง แต่เวลาใช้สติปัญญามาใคร่ครวญไง อ้าว! มันต้องมีเชื้อสิ มันต้องมี อหิวาต์มันก็ต้องมี โรคห่าอย่างนี้ เวลาโรคห่าๆ นี้มาตามเวรตามกรรมไง เวลาโลกเจริญขึ้นมาพิสูจน์ได้หมด มันมีเชื้ออหิวาต์ มันมีเชื้อทำให้คนตาย นี่ด้วยสติด้วยปัญญามันพิจารณาของมัน มันแก้ไขของมัน เห็นไหม เวลาโลกเจริญ เจริญทางโลก เจริญทางวัตถุ เจริญทางวิชาการ
เวลาเราเกิดมาแล้วเราศึกษาพระพุทธศาสนา การประพฤติปฏิบัติขึ้นมายากอยู่สองคราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้นนี่ คราวเริ่มต้นขึ้นมา เรามีหู เราฟังแล้วเราศึกษา ศึกษาแล้วฝึกหัด ฝึกหัดให้มันมีข้อเท็จจริง นี่ไง ถ้าคนเป็นหูบอด หูหนวก คนเป็นใบ้ เขาก็ยังมีภาษาใบ้ของเขา ภาษามือ ภาษามือภาษาสื่อสารไง
นี่ก็เหมือนกัน เวลาจะฝึกหัดๆ มีหู แต่หูมันเป็นธาตุ ๔ ไง แล้วหัวใจล่ะ เวลาทำให้มันสงบเข้ามา สงบระงับจริงหรือไม่จริง ถ้ามันจริงของมัน มันเป็นข้อเท็จจริงของมัน มันมีความสุขความสงบของมัน ถ้ามันเป็นจริง ข้อเท็จจริงขึ้นมา แล้วถ้าเกิดปัญญาๆ มันเป็นปัญญาอย่างไร
ไม่ใช่ว่าเริ่มต้นปฏิบัติขึ้นมาให้กิเลสมันดีดมันดิ้นขึ้นมานะ ทำความสงบก็ทำไม่ได้ มันก็ออดมันก็อ้อนไง
เวลามันจินตนาการนะ จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก เวลามันหลง มันหลงระเริงไป มันพิจารณาของมันไปไง คนที่ไม่มีวาสนานะ มันสรุปลงไม่ได้ แต่คนมีวาสนาเวลาส้มหล่น นี่ไง เวลาส้มหล่น ธรรมมันเกิดๆ
ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมา เวลาธรรมเกิด ท่านแยกแยะได้เลย อ๋อ! นี่ธรรมเกิดนะ เกิดไม่มีเหตุมีผล เกิดด้วยบุญและบาปของตน
นี่ไง หลวงตาพระมหาบัว เวลาท่านมีการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาจะปฏิบัติขึ้นมาก็ไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจก็ต้องไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านพิจารณาของท่าน ท่านแนะนำของท่าน ท่านคุ้มครองดูแลของท่าน มันพัฒนาเป็นชั้นๆ ขึ้นมา เป็นชั้นขึ้นมา เห็นไหม ทำสมาธิ เวลาฝึกหัดปฏิบัติต้องใช้ปัญญา เวลาปัญญามันปฏิบัติไปแล้ว พิจารณาไปแล้ว เออ! มันต้องเป็นอย่างนี้สิ เวลามันสรุปลง เห็นไหม
ไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านก็รับรองของท่าน เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นไป เวลาพิจารณาไป ไปพิจารณาธาตุ ๔ มันว่างหมดเลย นี่ไง เวลามันติดขัดขึ้นมา คิดว่าว่าง
อ้าว! เวลากิเลสตายก็ตายหนเดียวเท่านั้นน่ะ
ถ้าหนเดียว หนเดียวก็จบไง แต่ความจริงมันยังมีพ่อมีแม่ของมันอยู่นั่นน่ะ แต่ตัวเอง เวลาจิตด่วนสรุปลงแล้วมันเชื่อของมันนะ มันติด ๕ ปี กว่าหลวงปู่มั่นจะลากออกมาได้
เวลาลากออกมาได้ เวลาใช้สติปัญญาพิจารณาของท่านไป โอ้โฮ! มันยังไป สมาธิมันแก้กิเลสไม่ได้ เวลามีสมาธิ ติดสมาธิอยู่ ๕ ปี พอใช้ปัญญา ปัญญามันก็โหมกระหน่ำไปใช้ปัญญาด้านเดียว
เวลาสมาธิกำลังมันไม่พอ เวลาติดสมาธิว่าติดสมาธินะ ว่านี่ใช้ปัญญาๆ ใช้ปัญญาจนเต็มแล้วมันแก้ไขอะไรไม่ได้
นั่นล่ะสมบัติบ้า สมบัติบ้า
ปัญญาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ปัญญาไม่มีสมาธิก็เป็นไปไม่ได้ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลามันขาด ขาดเป็นชั้นๆ เข้าไป เวิ้งว้างไปหมดเลย
เวลาถึงที่สุดแล้วนะ ท่านพิจารณาของท่านไง มันเวิ้งว้าง นี่ธรรมเกิด ท่านบอกว่าธรรมเกิด เวิ้งว้าง สว่างไสว มันต้องมีที่มาที่ไป มันต้องมีเหตุมีผล เวิ้งว้างๆ อวกาศมันก็ว้างของมันอยู่แล้ว
นี่ไง เวลาธรรมชาตินะ ธรรมชาติสร้าง แม้แต่อุณหภูมิมันยังสร้างพายุขึ้นมาได้ เวลามันเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาล หิมะตกขึ้นมา ตกสะสมขึ้นมาจนเป็นหิมะกองพะเนินเทินทึก เวลามันละลาย น้ำท่วมเข้าไปอีก นี่ธรรมชาติสร้าง มนุษย์ทุกข์น่าดูเลย ธรรมชาติสร้าง
ไอ้เวลากิเลสสร้าง มีหู แต่ไม่มีปัญญา ได้ฟังสิ่งใด ตอกย้ำในใจสิ่งใด แล้วก็ติดขัดอยู่อย่างนั้นน่ะ ฟังจนชินหู กิเลสหน้าด้าน ด้านในใจของตน เคลมเอา นึกเอา ความพอใจของกิเลสที่มันปั้นแต่งให้คิด เวลามันกระซิบๆๆ หูแว่ว เป็นธรรมๆ มันเป็นเรื่องไร้สาระ แล้วมันเป็นเรื่องที่อ่อนไหวอ่อนแอมากในวงปฏิบัติ
เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติมาล้มลุกคุกคลานมาขนาดไหน ท่านทำของท่านล้มลุกคุกคลานมา หลวงปู่มั่นก็มีหลวงปู่เสาร์คอยควบคุมดูแล เวลาตั้งตัวเองขึ้นมาได้ แยกออกจากกัน เพราะว่าพระเณรมากขึ้น
เวลาหลวงปู่มั่นไปแก้หลวงปู่เสาร์ เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา หลวงปู่มั่นท่านใช้ปัญญาของท่าน ท่านก็ติดขัดของท่าน ท่านมาปรึกษาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ของท่าน เวลาพิจารณา เจ้าคุณอุบาลีฯ ก็นักปราชญ์ในทางทฤษฎี ในทางธรรมและวินัย คือตัวแทนพระพุทธเจ้า ตัวแทนไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงคือการประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นความจริงไง ไม่ใช่หูแว่ว หูกระซิบๆ
มันอ่อนแอกันขนาดนั้นเชียวหรือ
เวลาเป็นจริงเป็นจัง เวลาธรรมมันเกิด เวิ้งว้าง แสงสว่างสว่างไสวขนาดไหน มันต้องมีที่มาที่ไป มันมีจุดและต่อม ท่านบอก งงกับไอ้จุดไอ้ต่อมอยู่ ๘ เดือน งงอยู่กับไอ้จุดไอ้ต่อม นี่ธรรมเกิดๆ แล้วภาวนามยปัญญาเป็นอย่างไรล่ะ
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาคนที่มีอำนาจวาสนาขึ้นมา เวลามันฟลุก มีอารมณ์รับรู้อยู่เรื่องหนึ่ง โอ้โฮ! โอ้โฮ! กระซิบๆ กิเลสกระซิบๆ เลย เชื่อมัน หูมีไว้ทำไม รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร
หัวใจของตน ผลกระทบ กระทบจากอะไร รูป รส กลิ่น เสียงไง แล้วเชื่อสิ่งใด แล้วมันมีอะไรมีเหตุมีผลขึ้นมา
เวลาธรรมเกิดๆ ธรรมเกิดก็อารมณ์ดีๆ นี่ไง อารมณ์ร้ายก็คิดชั่วร้ายให้ความทุกข์กับใจของตน อารมณ์ดีๆ คิดเรื่องดีๆ ไง นี่ไง วัฒนธรรมไง จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก มันคิดโดยเปลือกไง
เวลาขันธ์อย่างหยาบ ขันธ์อย่างกลาง ขันธ์อย่างละเอียด เวลาขันธ์อย่างละเอียดสุด ขันธ์มันมีกี่ชั้นซับซ้อนกันขนาดไหน เคยเห็นไหม มันเป็นไปไหม
เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ ท่านบอกเลย จิตมันปอกได้เลย เวลามันปอก มันเป็นขันธ์ เป็นชั้นๆ เข้าไปเลย
เป็นชั้น เห็นไหม หลวงปู่ดูลย์ จิตนอก จิตใน จิตถอด ตัวจิต
จิตนอก ไอ้ของพวกเราอย่าดัดจริตพูดนะ มันนอกจิตทั้งนั้นน่ะ มันไม่มีจิตนอกหรอก มันนอกจิตเลย นอกจิตคือนอกตัวจิต มันเป็นอารมณ์ที่ยังกระทบ ที่ยังจับต้องตัวเองไม่ได้ ที่ยังทำทำสมาธิไม่เป็น นอกจิตคือสังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง มันอยู่ภายนอกจิต มันอยู่ในสถานะของความเป็นมนุษย์
ปุถุชนคนหนา หนาไปด้วย รูป รส กลิ่น เสียง หนาไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก กัลยาณชน กัลยาณชนทำความสงบของใจเข้ามาได้ๆ นั่นน่ะถ้าศึกษาค้นคว้า ทำความสงบของใจเข้ามาได้ ถ้ามันเห็นจิตนอก จิตนอก จิตนอกคือขันธ์ไง อารมณ์ความรู้สึกภายนอก แต่ตัวจิตมันจับได้ เพราะความคิดไม่ใช่จิต
เวลาพูดปากเปียกปากแฉะเชียวนะ “ความคิดไม่ใช่จิต อารมณ์ไม่ใช่จิต จิตมันเป็นสัมมาสมาธิ จิตมันเป็นผู้รู้” พูดปากเปียกปากแฉะเชียว เวลาพูดกระซิบๆๆ เชียว แต่ไม่เคยจับต้องสิ่งใดได้ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถ้ามีเป็นชิ้นเป็นอัน นั่นน่ะเห็นกิเลส
จิตนอกคือจิตสงบระงับ ความคิด คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด ถ้ามันหยุดได้ตามความเป็นจริง มันหยุดโดยปัญญาอบรมสมาธิ มันหยุดโดยสติสัมปชัญญะมันสมบูรณ์ พอมันสมบูรณ์แล้ว เวลามันศึกษาค้นคว้าเพราะอะไร เพราะสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สมถะไม่ใช่วิปัสสนา วิปัสสนาไม่ใช่สมถะ แต่เวลาความรู้สึกนึกคิดโดยสัญญาอารมณ์หรืออำนาจวาสนาของคน มันพัฒนาขึ้นเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปล่ะ
ความคิดอย่างหยาบๆ เห็นไหม คนมีการศึกษาไง ขั้นอนุบาล ขั้นประถม มัธยม อุดมศึกษา แตกต่างกันไหม ความคิดมันพัฒนาแตกต่างกันไป บวกลบคูณหารก็แตกต่างกันไป แตกต่างเพราะอะไร เพราะมาตรฐาน เพราะวุฒิภาวะมันสูงขึ้น
จิตก็เหมือนกัน เวลาจิตถ้ามันไม่พัฒนาขึ้น มันไม่เข้าสู่อริยสัจ เพราะอริยสัจมีหนึ่งเดียว
สุภัททะถามพระพุทธเจ้าไง “ศาสนาไหนก็ประเสริฐเลอเลิศ ศาสนาไหนก็ยอดเยี่ยมกันทั้งนั้น”
พระพุทธเจ้าบอกว่า “สุภัททะ อย่าถามให้มากไปเลย ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล”
มรรคคืออะไร
สติชอบ สมาธิชอบ ปัญญาชอบ แล้วมึงชอบไหม
ก็ชอบที่ว่ามันกระซิบๆ นี่ไง ทำไมจะไม่ชอบ ก็กระซิบ
โอ้! วาสนาของคนเนาะ คนมีวาสนาเท่านั้น
ถ้าคนที่มีอำนาจวาสนานะ เขาต้องตรวจสอบ พิจารณา พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลิกไป พลิกอุบายวิธีการ เพราะครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติแล้วท่านสะเทือนใจนะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเสียดสีเพื่อให้คนได้ตั้งต้น ได้ฉงนสนเท่ห์ อย่าให้หลงกิเลสมันหลอกมากจนเกินไป เวลาปฏิบัติ ท่านบอกเลยนะ เดินจงกรม นั่งสมาธิโง่อย่างกับหมาตาย
คิดดูสิ เรานี่เป็นคนแท้ๆ เลย บวชเป็นพระด้วย เวลาท่านบอกเลย โง่อย่างกับหมาตาย
หมามันตายไปแล้ว เอ็งเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาโดยเถ่อ ใจก็เถ่อ ตาก็เซ่อ เหมือนหมาตาย หมามันตายแล้วยังฉลาดกว่ามึงอีก
นี่ท่านพูดให้ได้คิด ท่านพูดให้ได้แก้ไข ท่านพูดให้เราสำนึกตัว เพราะสติมัน ส. เสือ ต. เต่า สระอิ จะพูดอย่างใด จะตอกย้ำอย่างใด มันอยู่ข้างนอก
ครูบาอาจารย์ตอกย้ำแล้วตอกย้ำอีก มันก็เป็นแค่คำบอกเล่า มันกระเทือนใจให้เราได้ฉงนสนเท่ห์ขึ้นมา ถ้าเราฉงนสนเท่ห์ขึ้นมา นั้นแหละมันจะฝึกหัด สติมันจะเริ่มต้น สติตัวจริงๆ เกิดตรงนั้น
ไอ้ที่ชื่อๆ ใครก็พูดได้ กระซิบๆ หูแว่วเชียวล่ะ มันอยู่ข้างนอกทั้งนั้นน่ะ มันไม่ใช่ตัวของมัน ถ้าเวลาเป็นตัวของมันนะ เอ๊อะ! เราไม่น่าโง่ขนาดนี้
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ ท่านจะบอกว่า ทำไมเราโง่ได้ขนาดนี้ ทำไมเราโง่ได้ขนาดนี้
เราไม่เคยเห็นครูบาอาจารย์องค์ไหนบอกว่าฉลาดเลย เพราะคนบุคคลคนใดจะฉลาดมากน้อยขนาดไหน อยู่ใต้อำนาจของพญามารทั้งสิ้น คนมีการศึกษา มีการค้นคว้า มีปัญญามากน้อยขนาดไหน เพราะปัญญาเกิดจากจิต แล้วจิตนั้นมันมีอวิชชาคือผู้ไม่รู้ ไม่รู้คืออวิชชา ไม่รู้ตัวเอง แต่รู้เรื่องวิชาการ มันคนละเรื่องนะ
สติปัญญาที่เรารอบรู้ทั้งหมด มันเป็นสติปัญญาที่เราศึกษาค้นคว้าขึ้นมาจากทางวิชาการ เราทำวิจัย ทำสิ่งใดก็แล้วแต่ จะมีความรู้ใหม่สิ่งต่างๆ มันก็เป็นความรู้ของโลก ความรู้ของโลก เพราะนอกจิตไง นอกจากสัมมาสมาธิไง นอกจิต ไม่ใช่จิตนอก
ถ้าจิตนอกคือจิตมันสงบ แล้วมันรู้อารมณ์ของตน จิตนอก นอกคือขันธ์ ขันธ์ไม่ใช่จิต อารมณ์ความรู้สึกเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต
แต่ถ้ามันนอกจิตล่ะ มันนอกจิตเพราะไม่เห็นจิตไง เพราะทำสมาธิไม่เป็นไง อวิชชา แล้วไปตามทางวิชาการทั้งหมดไง แล้วออกไปโดยสติปัญญาทั้งสิ้นไง แล้วมันจะไปรู้อะไร นี่หยุดคิดไม่ได้ไง ถ้ามันหยุดคิดไม่ได้ มันจะไปรู้เห็นสิ่งใด มันก็เป็นกิเลสกระซิบๆๆ กระซิบมันก็ไหลไปตามกับกิเลสไง
นี่ไง มีหู แต่ไม่มีปัญญา ไม่มีสติปัญญา ไม่มีอำนาจวาสนา ไม่ฉงนสนเท่ห์เลยว่า เฮ้ย! มันจริงหรือเปล่าวะ เฮ้ย! ทำมาเกือบตาย
แล้วกิเลสนี้ร้ายนัก ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมามากมายมหาศาล ก็เราทุ่มเทขนาดนี้ ดูสิ ไอ้นั่นมันอดอาหารวันเดียว เราอด ๕ ปีอย่างนี้ อด ๕ ปีมันต้องดีกว่าเขาสิ
อด ๕ ปี ถ้าไม่มีสติปัญญา อดไปเถอะ อดจนตาย แอฟริกา เด็กขาดอาหารเยอะแยะเลย ถ้าการอดอาหารต้องยืนยันได้ว่าจะต้องเป็นธรรม ในแอฟริกาพระอรหันต์เต็มเลย เขาไม่มีจะกินนะ
ไอ้ของเรามันมีกิน แต่เราพิจารณาของเราให้จิตมันมีกำลัง แล้วถ้ามันฉงนสนเท่ห์ แล้วมันจับต้องของมันได้ นั่นฝึกหัด ถ้ามันฝึกหัดเป็นข้อเท็จจริง
ไม่ใช่ว่าเราอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติ เราอยู่ในข้อเท็จจริง
ตุ๊กตาพระพุทธรูป เชียงแสน ๑ หลายร้อยปีแล้วนะ ไม่ขยับเลย เชียงแสน ๑ เชียงแสน ๒ นั่นน่ะ ยุคสุโขทัยนั่นน่ะ ไม่เห็นขยับอะไรเลย
แต่จิต ๗๐๐–๘๐๐ ปี มันเกิดกี่รอบแล้ว มันทุกข์ยากขนาดไหน มันทุกข์ยากเจียนตายทั้งนั้นน่ะ แล้วมีวาสนา เห็นไหม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน พระพุทธศาสนาสอนปัจจุบัน กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราจะทำคุณงามความดี ทำบาปอกุศลมาขนาดไหน มันเป็นอดีต แล้วสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อนาคตยังมาไม่ถึง
สิ่งที่อดีตเราสร้างสมมาทั้งนั้นน่ะ เรายืนยันได้อย่างเดียว ยืนยันได้ เรามีมนุษย์สมบัติ เราถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ไง แล้วเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระ เป็นนักรบ ไม่ต้องไปรบกับใคร รบกับกิเลสในใจของตน
เรามาเพื่อชำระล้างกิเลส เรามาเพื่อจะเท่าทันกิเลสของตน แต่เรามาแล้ว เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เวลาบวชเป็นพระๆ นี่คณะสงฆ์ไง คณะสงฆ์ใดก็แล้วแต่ เปรียบเหมือนร่างกายของบุคคลของมนุษย์ ประกอบไปด้วยหัว แขน เท้า ขา อวัยวะต่างๆ
นี่ก็เหมือนกัน เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา บวชเป็นพระ เป็นพระเป็นคณะสงฆ์ คณะสงฆ์ สิ่งที่เป็นข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเพื่อความเป็นอยู่ เป็นอยู่ของคณะสงฆ์ แล้วคณะสงฆ์ที่ดีงาม เขาเปิดโอกาสให้เราฝึกหัดปฏิบัติไง ไม่ใช่หลอกลวง หลอกใช้
แหม! ฉันนี่รักพระมาก ฉันจะถนอมรักษา
ถนอมรักษา พาไประหกระเหินไง พาไปเพื่อฝูงหงส์ฝูงกาไง เวลาบวชใหม่ๆ เหมือนหงส์เลย สะอาดบริสุทธิ์ไง เวลาฝูงกา เป็นหงส์ในฝูงกา ฝูงกาพาหงส์ไประหกระเหินเลย ปฏิบัติธรรมๆ โฆษณาชวนเชื่อกันอยู่นั่นแหละ กว่าจะปฏิบัติธรรม จัดพิธีกรรม จัดสถานที่ไง จนเหงื่อไหลไคลย้อย ถึงเวลาปฏิบัติ ๒ นาทีเลิกแล้ว เกือบตาย
แต่ของเราไม่ต้อง ที่ไหนก็ได้ที่สงบสงัด แล้วเอาจริงเอาจังกับเรา ถ้าเป็นจริงๆ ในฝูงกา เราจะทำให้เราเป็นหงส์ ไม่ใช่กา ฝูงหงส์บวชใหม่ๆ สะอาดบริสุทธิ์เลย แล้วกาๆ มันพาระหกระเหินไปทั้งสิ้น
ฉะนั้น เอาจริงเอาจังขึ้นมา เห็นไหม เราต้องมีเหตุมีผล เราต้องมีสติมีปัญญาไง
สติ สมาธิ ปัญญา มันเป็นตัวจริงๆ ไม่ใช่ชื่อ
๑. ชื่อ
๒. เป็นความจำ
ชื่อก็ศึกษาค้นคว้ามา แล้วก็จำได้ นักปราชญ์ราชบัณฑิตมีไว้โต้แย้งกันไง มีไว้เถียงกัน มีไว้ เอ็งกับข้า ใครถูกใครผิด จะชนะเขาไปทั่ว
นักปราชญ์นะ จะแบกกลดไปหลังหนึ่ง แล้วจะธุดงค์ไป ธุดงค์ไปเพื่อโต้วาที ธุดงค์ไปนะ พระที่ไหนปฏิบัติ ฉันมาแล้ว นักปราชญ์ราชบัณฑิตจะโต้แย้งแม่งทุกเรื่อง กูนี่เก่ง
มึงบ้าแล้วล่ะ
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านไม่เคยไปโต้แย้งกับใคร โต้แย้งกับกิเลสนะ แต่เวลามันสบสน เวลามันจนตรอก ปรึกษาใคร เวลาจนตรอก มันจนตรอกอยู่ภายใน พลิกแพลงแล้วทุกรูปแบบ มันก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม
เวลาถึงสิ่งนั้นนะ เวลากำลังไม่พอๆ ท่านออกจากถ้ำสาริกาไปภาคอีสาน เพราะห่วงหมู่คณะ ห่วงเด็กๆ เพราะอะไร เพราะเราปฏิบัติมาเกือบตาย เจียนตาย แล้วคนมีวาสนาด้วย มาอยู่ถ้ำสาริกา ๓ ปี ได้ ๒ ขั้น ขั้นที่ ๒ และขั้นที่ ๓ ห่วงหมู่คณะ กลับไปภาคอีสาน
เวลาไปอบรมบ่มเพาะ เห็นไหม จากคนไม่เป็น มันไม่เป็นเลย มันไม่มี ๑ มี ๒ มี ๓ หรอก มันไม่เป็น มันไม่รู้ด้วย วางหลักทาง วางแนวทางเพราะอะไร เพราะเขามีศรัทธา เขามีความมุมานะ ให้เขาฝึกหัดของเขา แล้วฝึกหัดขึ้นมาถึงที่สุดแล้วนะ “กำลังเราไม่พอ”
รู้ได้อย่างไร
ลูกศิษย์ลูกหาเต็มภาคอีสาน อยู่เฉยๆ คนยกยอปอปั้นทั้งนั้นน่ะ แต่ตัวท่านเอง “กำลังเราไม่พอ” มันรู้ไม่จบไง รู้ รู้อยู่ ๑ ๒ ๓ นี่รู้ แล้วอย่างไรต่อล่ะ มันจบไม่ได้ไง ถึงที่สุดแล้วนะ วางหมู่คณะไว้ให้กับหลวงปู่สิงห์ แล้วท่านพรากตัวออก ตัวเองออกไป ไปทางเชียงใหม่ ถึงที่สุดแล้ว คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔
เวลาจบ จบกระบวนท่าของมันแล้ว นี่ไง จิตนอก จิตใน จิตถอด จิตมันถอดไปแล้ว ถอดขันธ์ทิ้งหมดเลย แล้วตัวจิตล่ะ แล้วตัวจริงล่ะ นี่ไง มีหูมีตา เอาจริงเอาจัง มีภวาสวะ มีภพ มีจิต มีอวิชชา มีตัวปลอม ตัวจริง แล้วตัวจริงอยู่ไหน
เวลาสรุปที่ทางเชียงใหม่จบแล้ว ไม่เคยพูดถึงกำลังอีกเลย
เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ
ไม่ใช่นักปราชญ์ราชบัณฑิตแบกกลดหลังหนึ่ง โต้วาที ขันธ์ก็ไม่ต้อง ขณะก็ต้องไม่ต้อง พวกเขากับพวกเรา
ไม่มีหรอก มีแต่พวกกิเลสกับพวกธรรม ถ้าเป็นธรรมแล้วเคารพบูชา มีกตัญญูกตเวที กตัญญูกตเวที แต่ธรรมและวินัยคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา นี้กตัญญูกตเวทีกับครูบาอาจารย์ที่ท่านได้อบรมบ่มเพาะมา มีกตัญญูกตเวทีกับผู้ที่มีคุณ ผู้ที่ได้สร้างบุญคุณกับเรา
เราจะฝึกหัด เราจะปฏิบัติ เราจะเอาความจริงของเราขึ้นมาให้ได้ ถ้าเป็นความจริงขึ้นมาให้ได้ กตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี
แล้วกตัญญูกตเวทีไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่โคนต้นโพธิ์ ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติจากโคนไม้ จากเรือนว่าง จากที่ไหน ท่านจะตอบแทนบุญคุณสถานที่ ตอบแทนบุญคุณผู้ที่ให้น้ำให้ข้าว ผู้ที่ให้สติให้ปัญญากับเรา
เราทำจริงทำจัง เห็นไหม มีหู ไม่ใช่หูกระทะ ไม่ใช่หูภาชนะที่เอาไว้แขวน เอาไว้ใช้ประโยชน์ ขนาดมันไม่มีชีวิต มันยังเป็นประโยชน์กับผู้ใช้สอย ประโยชน์กับสติปัญญาของมนุษย์ที่ได้สร้างสมขึ้นมา
นี่เราเกิดเป็นมนุษย์ เพราะมีอำนาจวาสนา เราถึงมีหู แล้วกิเลสมันย่ำยี ไอ้เราจะทำจริงทำจังของเราขึ้นมา แล้วไม่ใช่นักปราชญ์ราชบัณฑิตจะไปโต้วาทีกับใคร ไม่ใช่
เอาตัวเองให้ได้ เอาจิตของเราให้ได้
เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้บวชเป็นพระ จะรบกับกิเลสในใจของตน ต้องทวนกระแสกลับเข้าไปเหยียบหัวมันในใจของตน ไม่ใช่นักปราชญ์ราชบัณฑิตจะคอยโต้วาที โต้แย้งกับคนนู้น โต้แย้งกับคนนี้ มันเป็นเรื่องไร้สาระ เอวัง